- หน้าแรก
- อาหารและช้อปปิ้ง
- ของที่ระลึก & ช้อปปิ้ง
- ผลิตภัณฑ์เฉพาะท้องถิ่น
ผลิตภัณฑ์เฉพาะท้องถิ่นวัฒนธรรมการหมักของไอจิ
ฮัทโจมิโสะ
ดาวเด่นหลายดวงล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการหมัก
ซึ่งเป็นงานฝีมือดั้งเดิมของญี่ปุ่นทั้งสิ้น
มิโสะคัตสึ มิโสะโอเด้ง มิโสะเด็งกากุ...
จังหวัดไอจิมีอาหารมากมายที่ใช้มิโสะเป็นส่วนประกอบ
ซึ่งมิโสะที่ใช้ปรุงอาหารดังกล่าวเรียกว่า "ฮัทโจมิโสะ"
ฮัทโจมิโสะจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ
เพราะใช้วัตถุดิบแค่ถั่วเหลือง เกลือ และน้ำ
จากนั้นจึงนำมาหมักเป็นเวลานาน โดยใช้วิธีการแบบดั้งเดิม
ฮัทโจมิโสะถือว่าเป็นส่วนผสมวิเศษที่มีลักษณะอันโดดเด่น
เพราะยิ่งนำไปเคี่ยวความอร่อยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลิ่นแทบจะไม่เปลี่ยนไป
ซึ่งเรียกว่าตรงข้ามกับมิโสะข้าวหรือวัตถุดิบอื่นๆ
เพราะยิ่งเคี่ยวฮัทโจมิโสะนานขึ้นเท่าใด ความอร่อยก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


- มิริน
- มิรินเป็นเครื่องปรุงรสดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่ช่วยเพิ่มความอร่อย ความเข้มข้น
และความหวานแบบธรรมชาติ รวมถึงช่วยขจัดกลิ่นต่างๆ ที่ส่วนผสมมักมี ตลอดจนช่วยให้กลิ่น
และรสชาติที่ละเอียดอ่อนแก่อาหาร จากสาเกหวานที่เป็นเครื่องดื่มมึนเมาในสมัยโบราณ
มิรินถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นซอสสำหรับปลาไหล
และซุปสำหรับก๋วยเตี๋ยวต่างๆ โดยการใช้แทนน้ำตาล ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ล้ำค่า
เขตมิคาวะผลิตมิรินคุณภาพสูงได้เป็นจำนวนมาก
โดยที่มิรินดังกล่าวจะทำมาจากจุนไม (สาเกที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือแอลกอฮอล์)

- น้ำส้มสายชู
- ไอจิมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง กับการถือกำเนิดของอาหารที่แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่น
อย่าง "นิกิริซูชิ" ซูชิที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารยุคเอโดะ (โตเกียว)
เพราะทุกคนสามารถรับประทานซูชิในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยีใหม่ๆ
ในการผลิตน้ำส้มสายชูจากสาเก ลีส์ หรือตะกอนสาเก
ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยกิจการหมักสาเกในฮานดะ จังหวัดไอจิ
เราสามารถนำน้ำส้มสายชูมาใช้ประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ
เช่น ใช้ลดความมันเมื่อเตรียมทำอาหารจานเนื้อ
ใช้เป็นน้ำราดสำหรับการทำผักดอง หรือแม้แต่การนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม

- ซอสถั่วเหลืองทามาริ
- กล่าวกันว่าซอสถั่วเหลืองทามาริมีต้นกำเนิดมาจากความจำเป็นเรื่องการปรุงรส
ระหว่างกระบวนการผลิตซอสมิโสะถั่วเหลืองของจังหวัดไอจิ
ผู้ผลิตพยายามที่จะกรองเอาเฉพาะของเหลวที่ไหลออกมา
ปรกติซอสถั่วเหลืองมักจะทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวสาลีอย่างละครึ่ง
แต่ซอสถั่วเหลืองทามาริของไอจิทำมาจากถั่วเหลืองเกือบทั้งหมด
การใช้ถั่วเหลืองจำนวนมากทำให้ซอสถั่วเหลืองมีรสชาติอร่อยเข้มข้น
และมีกลิ่นที่ไม่เหมือนซอสถั่วเหลืองแบบอื่น
ซอสถั่วเหลืองทามาริจึงให้รสชาติที่เข้มข้นกับอาหารญี่ปุ่น
ไม่ว่าจะเป็นซาชิมิ ซูชิ และสตูว์

- สาเกญี่ปุ่น
- ไอจิอยู่ใกล้กับอดีตเมืองหลวงอย่างนาราและเกียวโต ซึ่งส่งเสริมการผลิตสาเก
ดังนั้นจึงมีเทคโนโลยีการหมักใหม่ๆ แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว
ทำให้เกิดการหมักสาเกรสเลิศมาตั้งแต่สมัยโบราณ
สาเกของไอจิมีลักษณะโดดเด่นที่สามารถรับรู้ได้ทันทีที่ดื่ม
เพราะมีรสสัมผัสนุ่มและดื่มง่าย การทำสาเกทำได้โดยการใช้ข้าวและยีสต์ ซึ่งผลิตได้ในจังหวัดเป็นส่วนผสม
จากนั้นจึงนำไปหมักโดยใช้น้ำอ่อน จากระบบน้ำของแม่น้ำคิโสะและแม่น้ำยาฮากิ
สาเกที่ได้จึงเป็นสาเกที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ มีการผลิตสาเกกลั่นเป็นจำนวนมาก ทั้งสาเกดรายแบบสดชื่น
ไปจนถึงสาเกที่มีรสคล้ายไวน์ผลไม้ ดังนั้นคุณจึงสามารถเลือกรสชาติที่เหมาะกับความชื่นชอบของคุณได้
ลวดลายความวิจิตรศิลป์บนสิ่งทอ
ผ้ามัดย้อมโบราณอะริมัตสึ
โดยมากแล้วผ้ามัดย้อมโบราณอะริมัตสึ
มักผลิตขึ้นในแถบอะริมัตสึของเมืองนาโกย่า
ที่ขึ้นชื่อเรื่องการย้อมผ้า
เทคนิคการสร้างลวดลายจากการผูกส่วนต่างๆ ของผ้า
เพื่อกันไม่ให้สีย้อมซึมเข้าไป
เรียกว่า "ชิโบะริโซเมะ" (แปลตรงตัวว่า "การย้อมผ้าแบบผูก")
ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานฝีมือแบบดั้งเดิม
งานฝีมือเหล่านี้ทำได้โดยการย้อมผ้าฝ้ายด้วยคราม
ซึ่งผ้ามัดย้อมอะริมัตสึมีเทคนิคการทำลวดลายจำนวนมาก
ที่คุณจะไม่เห็นในพื้นที่อื่น

เซรามิก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ


- เครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะ
- เครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะเป็นเครื่องปั้นดินเผาจากเกาะชิตะของจังหวัดไอจิ
ซึ่งก็คือเมืองโทโคนาเมะและบริเวณโดยรอบ โทโคนาเมะอยู่ใกล้ท่าเรือ
จึงมีดินเหนียวคุณภาพเยี่ยม และน้ำมันจำนวนมาก
จนทำให้เป็นบริเวณที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น
ในเรื่องการผลิตเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่สมัยโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะ ได้แก่ กาน้ำชาสีส้มสวยงาม
ซึ่งทำมาจากดินเหนียวสีแดงชาด ที่เรียกว่า "ชูได"
ปัจจุบันช่างฝีมือเครื่องปั้นดินเผารุ่นใหม่
มักรังสรรค์ชิ้นงานที่เพิ่มความเป็นสมัยใหม่เข้าไป พร้อมกับการคงรูปแบบดั้งเดิมไว้

- เครื่องปั้นดินเผาเซโตะ
- เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตในและรอบเมืองเซโตะ
มีชื่อเรียกว่าเครื่องปั้นดินเผาเซโตะ ("เซโตะยากิ" ในภาษาญี่ปุ่น)
เซโตะเป็นหนึ่งใน "หกเตาเผาโบราณ" ของญี่ปุ่น ชิ้นงานที่ผลิตขึ้นจากที่นี่
จะถูกนำไปจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ในปริมาณที่มากเสียจนเครื่องปั้นดินเผาดังกล่าว
ได้ชื่อว่าเป็น "เซโตะโมโนะ" (แปลตรงตัวว่า "สิ่งที่มาจากเซโตะ") มาตั้งแต่สมัยโบราณ
เครื่องปั้นดินเผามักมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเครื่องเคลือบดินเผา
เครื่องหินเคลือบจะยิ่งมีความมันวาวเมื่อใช้งานมากขึ้น
ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาเคลือบมักแสดงถึงความละเอียดอ่อน และความเงียบสงบ
คุณจึงจะเพลิดเพลินไปกับเครื่องปั้นดินเผามากขึ้น
หากคุณได้ใช้และถนอมเครื่องปั้นดินเผาดังกล่าว

- โอวาริชิปโป
- ชิปโปเป็นเครื่องปั้นดินเผาลงยา
ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ใช้วิธีการลงสีที่มันวาวลงบนผิวหน้าของโลหะ ก่อนจะนำไปเผา
แท้จริงแล้วชิปโปหมายถึง "สมบัติทั้งเจ็ด"
ชื่อของเครื่องปั้นดินเผาชิปโปได้ความคิดมาจาก
เรื่อง "สิ่งต่างๆ ที่สวยงามราวกับได้รับการเลี่ยมด้วยสมบัติทั้งเจ็ด"
ซึ่งพบได้ในคัมภีร์ของศาสนาพุทธ งานลงยาหลายชิ้นมักออกแบบตามหัวข้อต่างๆ
เช่น ทิวทัศน์ที่สวยงามตามในธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังมี "ยูเซ็นชิปโป" ที่หมายถึงเทคนิคการใช้ลวดทองแดงกับส่วนต่างๆ
เพื่อให้เกิดโครงร่างแบบของโอวาริชิปโป

- แปรงเขียนโทโยฮาชิ
- คำจำกัดความที่นำมากำหนดคุณลักษณะของแปรงเขียนโทโยฮาชิ
ก็คือการใช้กระบวนการที่เรียกว่า "เนริมาเสะ"
ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นขนสัตว์มาผสมผสานกันด้วยน้ำ
สิ่งที่ได้จากกระบวนการนี้ก็คือแปรงที่สามารถใช้กับหมึก
และเขียนได้ไหลลื่นไปตามกระดาษ
โดยช่างฝีมือจะเป็นผู้ดำเนินการกระบวนการทั้งหมดด้วยมือ
นอกเหนือจากการให้ประสบการณ์เขียนที่ยอดเยี่ยมแล้ว
แปรงเขียนโทโยฮาชิยังใช้งานได้นานกว่าแปรงทั่วไปถึงสองเท่า
แปรงเขียนนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักอักษรวิจิตร

- อุอิโร
- อุอิโรเป็นขนมหวานญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง ที่ผลิตจากการนวดส่วนผสมเข้าด้วยกัน
จากนั้นจึงนำแป้งข้าวและน้ำตาลไปนึ่ง
ขนมอุอิโรของนาโกย่ามีชื่อเสียงจากการขายตามสถานีต่างๆ
บนชานชาลารถไฟ และที่อื่นๆ
เนื่องจากใช้แป้งข้าวที่ผลิตจากข้าวแบบไม่มีกลูเต็นเป็นวัตถุดิบ
อุอิโรจึงมีลักษณะเนียนละเอียดและเนื้อสัมผัสที่หนึบหนับ

- มัทฉะของนิชิโอะ
- มัทฉะ (ผงชาเขียว) จากเมืองนิชิโอะ
ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งที่มีการผลิตมัทฉะมากที่สุดของญี่ปุ่น
ประวัติความเป็นมาของชานิชิโอะ
เริ่มจากการหว่านเมล็ดชาลงในเขตวัด
ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาถือว่าเป็นเครื่องดื่มชั้นสูง
ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระสงฆ์และชนชั้นสูง
ต่อมาได้มีการสนับสนุนให้ปลูกและผลิตชาทั่วเมืองนิชิโอะ
บริเวณดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันทั่วญี่ปุ่นว่าเป็นสถานที่ที่มีการผลิตมัทฉะ
และมีวัฒนธรรมการเพาะปลูกมัทฉะที่ไม่เหมือนใคร
อีกทั้งมีขนมหวานหลายประเภทในนิชิโอะ
ที่ใช้มัทฉะเป็นส่วนผสมในการผลิต

- โมริกุชิซุเกะ
- โมริกุชิซุเกะเป็นของดองที่เกิดจากการดองในสาเก ลีส์
หรือตะกอนสาเกประมาณสามปี
วัตถุดิบที่ใช้คือโมริกุชิไดกง
ซึ่งเป็นหัวไชเท้ายาวเรียวของไอจิที่มีความยาวมากสุดถึง 2 เมตร
ผักดองที่ได้จะต้องมีรสชาติที่ล้ำลึกและละเอียดอ่อน
แต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติของตะกอนสาเก
ทั้งนี้รสสัมผัสที่กรุบกรอบนั้น
ถือได้ว่าเป็นความลับอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้โมริกุชิซุเกะได้รับความนิยม

- ลูกชิ้นชิกุวะโทโยฮาชิ
- ชิกุวะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการห่อปลาสับรอบแท่งไม้ไผ่หรือแท่งอื่นๆ
แล้วนำไปอบ เมื่อนำแท่งที่เสียบออกจะเกิดรูกลวง
ผลิตภัณฑ์นี้จึงได้รับการตั้งชื่อตามลักษณะที่เหมือนไม้ไผ่ที่ถูกตัด
ปลาต่างๆ ที่สามารถจับได้ที่อ่าวมิคาวะ
ไม่ว่าจะเป็นปลาหางยาว ปลาปากคม ปลาไหลทะเล และปลาอื่นๆ
จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำลูกชิ้นชิกุวะโทโยฮาชิ
ซึ่งนิยมนำไปใส่ในโอเด้ง สตูว์ และอาหารอื่นๆ อีกหลายประเภท

- ข้าวเกรียบกุ้ง
- ข้าวเกรียบกุ้งเป็นอาหารทะเลแปรรูปแบบดั้งเดิม
โดยการผสมกุ้งสับ (เอบิ) กับแป้ง แล้วนำไปอบในเตา
ภูมิภาคชิตะและมิคาวะซึ่งมีการจับ อะคาซะเอบิ ("กุ้งลอบสเตอร์" ในภาษาญี่ปุ่น)
ถือเป็นศูนย์กลางการผลิตข้าวเกรียบกุ้งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
ข้าวเกรียบกุ้งที่อบด้วยเครื่องจักร มักมีราคาไม่แพงมากนัก
ส่วนข้าวเกรียบกุ้งที่อบด้วยมือ มักจะมีปริมาณกุ้งที่จับได้ในแต่ละวันมากกว่า

- พัดนาโกย่าเซ็นซู
- ครั้งหนึ่งพัดเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ
ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 คันโซ
อิโนะอุเอะและบุตรชายเป็นผู้นำพัดนาโกย่าเซ็นซูมาจากเกียวโต
ตลอดระยะเวลากว่า 300 ปี งานฝีมือประเภทนี้ได้เห็นทั้งความรุ่งเรือง
และความตกต่ำของโชกุนมาแล้วหลายต่อหลายคน
รวมถึงมือที่ตกแต่งอย่างสวยงามของผู้ทรงอำนาจ
ซึ่งแน่นอนว่าผู้คนเหล่านั้นล้วนเคยถือเซ็นซูไว้ตลอดเวลา
เพราะเซ็นซูได้รับการยกย่องว่าเป็น "ใบมีดที่สอง" ของนักดาบ
แต่ทว่าพัดของนาโกย่ามีความแตกต่างไปจากของที่อื่นดังนี้:
ในขณะที่พัดของเกียวโตมีความประณีตและตกแต่งอย่างสวยงาม
เซ็นซูของนาโกย่ากลับเน้นไปที่ประโยชน์การใช้งานมากกว่า
ดังนั้นเซ็นซูจึงมักเป็นที่นิยมของผู้ชายที่มีความแข็งแกร่งและแรงดึงดูดแบบผู้ชาย
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อกระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อนแต่อย่างใด
เนื่องจากคุณภาพยังคงอยู่เหมือนเดิม
พัดแต่ละเล่มนั้นจำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือถึงห้าคน
โดยช่างแต่ละคนจะดูแต่ละขั้นตอนของการประดิษฐ์
ทั้งส่วนของโครง กระดาษ การลงสี การพับ และการตกแต่ง
ซึ่งปัจจุบันที่โรงงานในนาโกย่า ช่างผู้ชำนาญการเหล่านั้นก็ยังคงทำพัดที่แสนวิจิตรอยู่